วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 1, 2009

เล่าเรื่องเมลเบิร์น (ต่อ 2)

เมื่อกลับจากพัฟฟิ่ง บิลลี่ ทริป รู้สึกติดใจการได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเมลเบิร์นมาก มีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด อีกทั้งมีสีสันที่แตกต่างจากในตัวเมืองมากทีเดียว ก็เลยได้แต่ตั้งตารอคอยอีกทริปหนึ่งที่เราและเพื่อนจันได้จองเอาไว้คือ Great Ocean Road ซึ่งพอได้เห็นรูปสถานที่ที่จะได้ไป ก็ยิ่งทำให้ตื่นเต้นมากขึ้น


สำหรับ เกรท โอเชี่ยน โรด เราไปเจอกับคณะทัวร์ที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งแถวๆสถานีรถไฟ Flinder Street ในเมืองแต่เช้าตรู่ การเดินทางวันนี้เราไปเป็นกลุ่มเล็กๆ มีกันประมาณ 20 คนไกด์ที่นำทางเราทำเอาทึ่งเพราะเขาทำทุกอย่างตลอดทริปจริงๆ ทั้งขับรถ อธิบาย บรรยายสถานที่ต่างๆ ให้ความรู้เชิประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เปิดเพลงให้เข้าบรรยากาศการเดินทาง สอดแทรกมุขขำขัน ให้ืทุกคนไม่เบื่อระหว่างเดินทาง ฯลฯ สามารถรอบด้าน คุยไปมาจึงได้รู้ว่าเขายังเป็น นศ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนจันของเรา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน เขาสนใจการเดินทางและท่องเที่ยวเลยหยุดการเรียนมาเพื่อเป็นไกด์สำหรับ eco tour แต่กำลังจะกลับไปเรียนในเทอมที่จะถึงนี้

จุดแรกที่เราแวะคือชายหาดสำหรับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดอยู่ในเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเล่นเซิร์ฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกคือ Rip Curl และ Biilabong แม้ว่าวันที่ไปจะอากาศหนาวและลมพัดแรงแต่ก็ยังมีจัดแข่งขันเซิร์ฟพอให้เห็นอยู่ จากนั้นเราไปต่อแถบบริเวณที่หมีโคอาล่าอาศัย พวกเราพยายามกันมากที่จะสอดส่ายสายตามองหาโคอาล่า แต่ยากที่จะเห็นในระยะใกล้ เจ้าหมีเกาะอยู่บนต้นไม้สูงๆ ต้องเล็งกล้องและซูมกันสุดๆ จึงจะได้รูปเจ้าโคอาล่า แต่เรืองบังเอิญก็เกิดขึ้นระหว่างที่เราอยู่บนรถออกจากสถานที่นั้น อยู่ๆก็มีโคอาล่าเดินตัดหน้ารถ ไกด์เราเบรกแทบไม่ทัน เราเลยได้เห็นโคอาล่าเยื้องย่าง เอื่อยเฉื่อย ในระยะประชิด ตื่นเต้นกันใหญ่คณะทัวร์ของเรา

อีกหลายจุดที่เราแวะต่อมา สร้างความรู้สึกหัวใจพองโตด้วยได้สัมผัสความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติ ออสเตรเลียเป็นทั้งประเทศและทวีป ความใหญ่โตของภูมิประเทศ และ ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศแสดงให้เราเห็นทุกที่ที่เราไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นป่าฝน Rainforest Veteran , หินยักษ์หลายแท่งที่ถูกเสาะกร่อนกลางทะเลซึ่งเรียกว่า Twelves Apostles, Loch Ard George ซึ่งเป็นแนวหินขนาดใหญ่ที่ Port Cambell National Park และที่สุดท้าย London Bridge ซึ่งเป็นแนวหินที่เดิมมีรูปทรงคล้ายสะพาน แต่ถูกพายุและน้ำทะเลเสาะกร่อนจนขาดออกจากกัน ทั้งหมดเ็ป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา

ทริปของเราจบลงที่ ลอนดอน บริดจ์ พร้อมๆกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สวยงาม เราพกพาเอาภาพงดงามนั้นกลับมาด้วยและมันคงเป็นภาพพิมพ์ใจไปอีกนาน

วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2009

เล่าเรื่องเมลเบิร์น (ต่อ)

เมื่อเดิืนวนเวียนอยู่ในตัวเมืองมาสักพักนึงก็รู้สึกว่าที่นี่มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน เลยไปที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว และได้่โบรชัวร์แนะนำที่ท่องเที่ยวนอกเมืองมามากมายรวมทั้งพวกทัวร์แบบวันเดย์ทริปด้วย ซึ่งน่าจะเหมาะกับนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ไม่มีรถสำหรับใช้ในการเดินทาง สุดท้ายตัีดสินใจเลือกได้สองทริปสั้นๆ คือ Puffing Billy และ Great Ocean Road

สำหรับ พัฟฟิ่ง บิลลี่ เป็นการตอบสนองความอยากส่วนตัวที่ชอบรถไฟโบราณ เจ้าพัฟฟิ่ง บิลลี่ นี้เป็นรถไฟหัวจักรไอน้ำรุ่นเก่าที่เลิกใช้นานแล้ว ทางรัฐก็เลยเอามาเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคนั่งรถไฟโบราณซึ่งจะได้นั่งบนรางรถไฟแบบเก่าไปด้วย เราก็ตกลงใจติดต่อซื้อทัวร์นี้และไปแบบบุกเดี่ยว บริษัททัวร์นัดขึ้นรถในเมืองแต่เช้าประมาณแปดโมง ออกรถมุ่งหน้าสู่เขตที่ชื่อว่า Dandenong ขึ้นไปทางเหนือของเมลเบิร์น จุดแวะแรกคือ Dandenong National Ranges Park คล้ายๆอุทยานแห่งชาติ ที่นี่ต้นไม้สูงชะลูด ป่าโปร่ง เหมือนจะเป็นต้นสนเสียส่วนใหญ่ เห็นแล้วทึ่งว่ามันจะสูงไปไหน และยังมีนกตัวใหญ่หลายสีบินไปมาเต็มไปหมด เด็กๆที่ร่วมทัวร์มาด้วยกัน ดูจะสนุกสนานตืนเต้นกว่าใครๆ ออกจากแดนดินองพาร์คเราก็มุ่งหน้าไปสู่ พัฟฟิ่ง บิลลี่ ซึ่งถึงในไม่เกินครึ่งชั่วโมงถัดมา

จุดที่ลงเป็นสถานีรถไฟแบบเก่า มีคนขายตั๋วและนายสถานีที่ยังแต่งตัวด้วยชุด (ที่เข้าใจว่า) แบบพนักงานรถไฟดั้งเดิมของที่นี่ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพอสมควรที่นั่น แต่เพราะเราซื้อทัวร์มาก็เลยไม่ต้องไปเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟเหมือนคนอื่น เนื่องจากทัวร์เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เราเลือกนั่งบนโบกี้หนึ่งกับเพื่อนๆร่วมทัวร์สี่ห้าคน มีเด็กๆเต็มขบวน ส่งเสียงเจี้ยวจ้าว ตื่นเต้นกันใหญ่ และก็ไม่นั่งธรรมดา ปีนป่ายไปนั่งห้อยขาตรงราวกั้นบนรถไฟกันทุกคน เมื่อเสียงสัญญาณกระดิ่งจากนายสถานีดังขึ้น รถไฟก็เริ่มเคลื่อนตัวพร้อมปล่อยควันออกมา มีเสียงคล้าย ปรู๊น ปรู๊น ๆ ออกตัวอย่างช้าๆ เรานั่งผ่านจุดที่ค่อนข้างหวาดเสียวเล็กน้อย คือช่วงข้ามสะพานข้ามแม่น้ำที่เป็นสะพานไม้เก่า ทุกคนดูลุ้นว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ผ่านไปอย่างราบรื่นในที่สุด ระหว่างทางก็ผ่านบ้าน ไร่ สวน ผู้คนแถบนั้น มีคนออกมาโบกไม้โบกมือให้รายทางโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ คล้ายกับพวกเขารู้สึกสนุกไปด้วย ทุกครั้งที่ พัฟฟิ่ง บิลลี่ ออกเดินทาง เราคิดว่าคนเฒาคนแก่แถวนั้นคงเติบโตมาตั้งแต่มันยังถูกใช้งานหรืออาจจะเคยโดยสารพัฟฟิ่ง บิลลี่ ด้วยซ้ำ วันนี้เมื่อเห็นมันโลดแล่นอีกครั้งคงเป็นเหมือนการเจอเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย เป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ

เมื่อพัฟฟิ่ง บิลลี่พาเราไปถึงยังสถานีปลายทาง รถของทัวร์ก็รอเราอยู่เรียบร้อยแล้ว ออกจากที่นั่นเราก็มุ่งหน้าไปยังแถบ Belgrave ซึ่งมีสภาพแวดล้อมคล้ายชนบทของอังกฤษ มีบ้านเรือนหลังเล็กใหญ่ น่ารักๆ ดูดีแบบ บ้านไร่เรือนรัก เรียงรายสองข้างทาง คิดในใจว่าถ้าได้ค้างคืนในกระท่อมแบบอังกฤษโบราณอย่างนั้นสักคืนคงมีความสุขมากๆ นั่งมองวิวสองข้างทางเพลิืนไปเลย จุดแวะพักสุดท้ายเป็นถนนที่มีร้านขายของที่ระลึคกเต็มไปหมด โดยเฉพาะร้านขายชาและผลิตภัณฑ์เครื่องหอมที่ทำโดยชาวบ้านแถบนั้น เราได้เวลาเดินดูของอยู่ที่นั่นสะัพักใหญ่ จากนั้นก็เดินทางกลับสู่เมืองเมลเบิร์น ถือเป็นอันจบทริปสั้นๆวันนั้น

บางส่วนจาก พัฟฟิ่ง บิลลี่ ทริป

วันพุธ, ตุลาคม 21, 2009

กลัว - Scrubb

วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2009

เริ่มต้นที่เมลเบิร์น

จดๆจ้องๆมาเกือบสองสัปดาห์ว่าจะเขียนอะไรจากที่ไปเมลเบิร์น ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียนแต่ว่ามันมีเรื่องและความรู้่สึกอยู่ในหัวเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องไหนก่อนดี อย่างไรก็ตามถ้าไม่ลงมือเริ่มต้นสักตัวอักษร คงจะไม่ได้เขียนสักที และคงเสียดายที่จะให้เรื่องราวระหว่างการเดินทางหายไป เพราะอะไรต้องเป็นเมลเบิร์น ?? ไม่มีอะไรมากเหตุผลมีแค่สองข้อ หนึ่งคือเมืองนี้มีเพื่อนรักอยู่ ได้ไปเยี่ยมเยียนและใช้เวลาร่วมกัน ข้อสองออสเตรเลียไปที่ที่เรายังไม่เคยไป เราไม่มีความคาดหวังอะไรมากนอกจากจะได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง สภาพแวดล้อมจริงๆสักช่วงเวลาหนึ่ง


เมลเบิร์นเป็นเมืองที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติคงด้วยเพราะออสเตรเลียเป็นประเทศเกิดใหม่ไม่กี่ร้อยปี ที่นั่นจึงเป็นที่เริ่มต้นใหม่ของผู้คนมากมายที่อพยพมาจากที่ต่างๆทั่วโลก แต่ที่เห็นมากที่สุดคงเป็นคนเอเชีย จีน อินเดีย มาเลเซีย ได้หวัน ไทย อินโดนีเซีย และอีกกลุ่มที่เยอะมากคือ อิตาเลียน และ กรีก หลักฐานเชิงประจักษ๋ที่แสดงถึงการมีอยู่ของประชากรเหล่านั้นซึ่งเราพบเห็นได้ง่ายๆคือ ร้านอาหารชาติต่างๆที่เรียงรายอยู่ทั้งในตัวเมืองและนอกเมืองเมลเบิร์น ช่วงเวลาที่ไปถึงโชคร้ายเล็กน้อยกับสภาพอากาศที่ผันผวนทุกวัน ฝนตก หนาว แดดออก ซึ่งที่จริงช่วงเวลานั้นควรจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงได้แล้ว แต่ก็นั่นล่ะสภาพอากาศทั่วโลกทุกวันนี้มันก็คาดเดาไม่ได้อีกต่อไป คนไทยอย่างเรามาจากบ้า่นเมืองที่ไม่ได้ต้องกังวลว่าอากาศวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง จึงต้องเริ่มรู้สึกตื่นตัวกับสภาพอากาศแต่ละวันของที่นั่นไปด้วย วันนี้ต้องใส่เสื้อหนาแค่ไหน เตรียมผ้านพันคอมั้ย หรือว่าต้องพกร่วมไปหรือเปล่า ฯ

เราใช้เวลาเดินในตัวเมืองเมลเบิร์นอย่างจริงจังน่าจะสักสามวันแรกที่ไปถึง สภาพตึกในเมืองก็ไม่ได้สูงโดดเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดนิวยอร์ค เราจะเห็นตึกสูงๆของบริษัทใหญ่ๆแค่ในบางจุดเท่านั้นซึ่งก็จะเป็นเขตธุรกิจที่จะมีคนทำงานใส่สูท/โค้ทสีดำ ทั้งชายและหญิงเต็มไปหมด นอกนั้นอาคารในเมืองก็ไม่ได้สูงมากแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ อย่าง David Jones หรือ Myers ก็จะมีตึกแยกอยู่ใกล้ๆกันเป็นแผนกชาย/หญิง เป็นต้น ส่วนตัวแล้วสนใจร้านหนังสือ ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ เป็นหลักก็จะเดินหาเฉพาะสถานที่เหล่านั้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะร้านหนังสือที่หาได้เยอะแยะทั้งเจ้าเล็ก เจ้าใหญ่ ในเขตเมืองถนนต่างๆถูกวางเอาไว้เป็นเหมือนตารางสี่เหลี่ยมตัดกันไปมา บางถนนก็จะเป็นเขตที่มีอะไรพิเศษเฉพาะตัว เช่น แถว Brunswick และ Fitzroy ซึ่งเป็นเขตของพวกอาร์ตติส แกลอรี่เล็กๆ ร้านขายงานศิลปะ ของทำมือ เสื้อผ้าวินเทจ ตึกรามบ้านช่องก็จะทาสีสันสดใส การตกแต่งร้านจะออกแนวแอนทีคเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือหากไปเดินแถวถนน Lygon หรือ Carlton ก็จะเป็นชุมชนของคนอิตาเลียน ซึ่งจะเจอร้านอาหารอิตาเลียนเรียงรายเต็มสองข้างถนนที่ถนนเส้นนี้มีร้านช็อคโคแล็ตอร่อยเยี่มชื่อว่า Koko black chocolate ซึ่งที่จริงร้านนี้มีสาขาอยู่หลายแห่งในเมลเบิร์นแต่ว่าร้านที่เราเจอที่ถนน Lygon บรรยากาศดี น่านั่งกว่าที่อื่น

หากพูดถึงร้านหนังสือในเมลเบิร์น ก็หาได้เยอะแยะเช่นกันโดยเฉพาะร้านเล็กๆ ที่ขายหนังสือเฉพาะทาง หรือร้านหนังสือมือสอง ร้านที่ได้แวะไปและชอบทั้งบรรยากาศร้านและหนังสือ คือ ร้าน Paperback ถนน Bourke และ ร้าน The Readings ถนน Carlton หนังสือน่าสนใจและบรรยากาศร้านอบอุ่น คนชอบหนังสือต้องชอบทั้งสองร้านนี้แน่นอน สำหรับร้านใหญ่ๆที่น่าสนใจ คือ ร้าน Reader's Feast (สนพ. รีดเดอร์ส ไดเจสต์) ถนน Swanston เป็นร้านใหญ่ที่มีหนังสือมากมาย อีกสถานที่หนึ่งซึ่งสามารถหาหนังสือดีและหายากอ่านได้คือ State Library ห้องสมุดประจำเมืองที่มีบรรยากาศเชิญชวนให้คนเข้าไปค้นคว้าหาหนังสือหรือนั่งใช้แลปทอปทำงาน (มากกว่าห้องสมุดประชาชนในกรุงเทพฯ) ที่นั่นก็เป็นอาคารเก่าแก่และใหญ่โตรวมทัง้หนังสือดีๆมีอยู่มหาศาล

นอกจากคนชอบหนังสือแล้ว สำหรับคนชอบเข้าพิพิธภัณฑ์หรือแกลอรี่ ก็ต้องชอบเมลเบิร์นเพราะมีอยู่เยอะจริงๆ ทั้งเล็กและใหญ่ ดูเหมือนเมืองจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานเชิงศิลปะและวัฒนธรรมมาก สำหรับที่หลักที่สามารถหางานดีๆดูได้ตลอดปี เช่น เมลเบิร์น มิวเซี่ยม (Melbourne museum) และ NGV(National Gallery of Victoria) ก็เป็นสองแห่งที่มีงานนิทรรศการดีๆมาหมุนเวียนให้ชมตลอดทั้งปี

ยังมีอีกสถานที่หนึุ่่งในเมืองซึ่งเราเองประทัีบใจอย่างยิ่ง นั่นคือ สวนสาธารณะ ซึ่งมีอยู่หลายๆแห่งกระจายอยู่ตามมุมต่างๆของเมือง สวนที่เราได้ไปและชอบชื่อ Carlton Garden อยู่ใกล้ๆกับเมลเบิร์น มิวเซี่ยม เป็นสวนขนาดใหญ่ มีต้นไม้ยืนต้นสูงโตมากมาย บ่อน้ำ และสวนดอกไม้ มีคนนิยมมานั่งเล่นกันเยอะ โดยเฉพาะเมื่อแดดออก บรรยากาศดีจริงๆ โดยเฉพาะความเขียวจากพื้นหญ้าและต้นไม้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เงียบสงบ

ขอจบตอนที่หนึ่งเกี่ยวกับเมืองเมลเบิร์นไว้ก่อน หลังจากนี้จะทยอยเขียนเล่าถึงสถานที่ต่างๆที่ไปแล้วประทับต่อไป ภาพจากบางส่วนที่เก็บบรรยากาศในเมืองเมลเบิร์น

วันเสาร์, กันยายน 19, 2009

He's just not that into you


"แต่บางครั้งเรามุ่งมั่นแต่จะหาความสุขในตอนท้าย จนลืมเรียนรู้ที่จะอ่านสัญญาณ เพื่อบอกว่าใครคือคนที่ต้องการเราหรือใครไม่ใช่ ใครคือคนที่อยากอยู่และใครอยากไป บางทีตอนจบที่มีความสุขอาจไม่มีผู้ชายที่วิเศษสุด บางทีอาจเป็นคุณ ด้วยตัวเอง บางทีตอนจบที่มีความสุข อาจเป็นการก้าวไปหรือตอนจบที่เป็นสุขอาจเป็นแบบนี้ คือการเข้าใจถึงการไม่โทรกลับ และหัวใจที่แตกสลาย เข้าใจถึงความงุ่มง่ามและการอ่านสัญญาณที่ผิดพลาด เข้าใจถึงความเจ็บปวดและอับอาย"

วันพฤหัสบดี, กันยายน 10, 2009

เพราะรู้สึกมากจนเกินไป ก็เหมือนจะเจ็บปวดมากเกินไปด้วย

อารมณ์และเหตุผลตีกันมั่ว ปั่นป่วน บางอย่างเหมือนจะกำลังทะลักทลายออกมา

แม้ว่าจะดูนิ่งสงบ แม้ว่าจะหัวเราะ แม้ว่าจะทำงาน แม้ว่าจะพูดคุย แม้ว่าจะรับฟัง
แต่ข้างในคล้ายกับมีลมอื้ออึงที่ถูกกักเก็บอยู่เต็มไม่สามารถระบายออกมาได้

เริ่มบอกไม่ได้ว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่บ้าง
ได้แต่ภาวนาให้กับชีวิต หัวใจ และวิญญาณ
ขอให้ผ่านมันไปเสียที

The story

i don't know how to begin
cause the story has been told before
i will sing along i suppose
i guess it's just how it goes

and now those springs in the air
i don't go down anywhere
i guess it's just how it goes
the stories have all been told before

but if you don't try
the light won't hit your eyes
and the moon won't rise
you fall aside

i don't know how it will end
with all those records playin
i guess it's just how it goes
the stories all have been told before

i guess it's just how it goes
the stories all have been told before
i guess it's just how it goes