เมื่อกลับจากพัฟฟิ่ง บิลลี่ ทริป รู้สึกติดใจการได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเมลเบิร์นมาก มีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด อีกทั้งมีสีสันที่แตกต่างจากในตัวเมืองมากทีเดียว ก็เลยได้แต่ตั้งตารอคอยอีกทริปหนึ่งที่เราและเพื่อนจันได้จองเอาไว้คือ Great Ocean Road ซึ่งพอได้เห็นรูปสถานที่ที่จะได้ไป ก็ยิ่งทำให้ตื่นเต้นมากขึ้น
วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 1, 2009
เล่าเรื่องเมลเบิร์น (ต่อ 2)
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
6:19 หลังเที่ยง
0
ความคิดเห็น
วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2009
เล่าเรื่องเมลเบิร์น (ต่อ)
เมื่อเดิืนวนเวียนอยู่ในตัวเมืองมาสักพักนึงก็รู้สึกว่าที่นี่มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน เลยไปที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว และได้่โบรชัวร์แนะนำที่ท่องเที่ยวนอกเมืองมามากมายรวมทั้งพวกทัวร์แบบวันเดย์ทริปด้วย ซึ่งน่าจะเหมาะกับนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ไม่มีรถสำหรับใช้ในการเดินทาง สุดท้ายตัีดสินใจเลือกได้สองทริปสั้นๆ คือ Puffing Billy และ Great Ocean Road
สำหรับ พัฟฟิ่ง บิลลี่ เป็นการตอบสนองความอยากส่วนตัวที่ชอบรถไฟโบราณ เจ้าพัฟฟิ่ง บิลลี่ นี้เป็นรถไฟหัวจักรไอน้ำรุ่นเก่าที่เลิกใช้นานแล้ว ทางรัฐก็เลยเอามาเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคนั่งรถไฟโบราณซึ่งจะได้นั่งบนรางรถไฟแบบเก่าไปด้วย เราก็ตกลงใจติดต่อซื้อทัวร์นี้และไปแบบบุกเดี่ยว บริษัททัวร์นัดขึ้นรถในเมืองแต่เช้าประมาณแปดโมง ออกรถมุ่งหน้าสู่เขตที่ชื่อว่า Dandenong ขึ้นไปทางเหนือของเมลเบิร์น จุดแวะแรกคือ Dandenong National Ranges Park คล้ายๆอุทยานแห่งชาติ ที่นี่ต้นไม้สูงชะลูด ป่าโปร่ง เหมือนจะเป็นต้นสนเสียส่วนใหญ่ เห็นแล้วทึ่งว่ามันจะสูงไปไหน และยังมีนกตัวใหญ่หลายสีบินไปมาเต็มไปหมด เด็กๆที่ร่วมทัวร์มาด้วยกัน ดูจะสนุกสนานตืนเต้นกว่าใครๆ ออกจากแดนดินองพาร์คเราก็มุ่งหน้าไปสู่ พัฟฟิ่ง บิลลี่ ซึ่งถึงในไม่เกินครึ่งชั่วโมงถัดมา
จุดที่ลงเป็นสถานีรถไฟแบบเก่า มีคนขายตั๋วและนายสถานีที่ยังแต่งตัวด้วยชุด (ที่เข้าใจว่า) แบบพนักงานรถไฟดั้งเดิมของที่นี่ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพอสมควรที่นั่น แต่เพราะเราซื้อทัวร์มาก็เลยไม่ต้องไปเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟเหมือนคนอื่น เนื่องจากทัวร์เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เราเลือกนั่งบนโบกี้หนึ่งกับเพื่อนๆร่วมทัวร์สี่ห้าคน มีเด็กๆเต็มขบวน ส่งเสียงเจี้ยวจ้าว ตื่นเต้นกันใหญ่ และก็ไม่นั่งธรรมดา ปีนป่ายไปนั่งห้อยขาตรงราวกั้นบนรถไฟกันทุกคน เมื่อเสียงสัญญาณกระดิ่งจากนายสถานีดังขึ้น รถไฟก็เริ่มเคลื่อนตัวพร้อมปล่อยควันออกมา มีเสียงคล้าย ปรู๊น ปรู๊น ๆ ออกตัวอย่างช้าๆ เรานั่งผ่านจุดที่ค่อนข้างหวาดเสียวเล็กน้อย คือช่วงข้ามสะพานข้ามแม่น้ำที่เป็นสะพานไม้เก่า ทุกคนดูลุ้นว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ผ่านไปอย่างราบรื่นในที่สุด ระหว่างทางก็ผ่านบ้าน ไร่ สวน ผู้คนแถบนั้น มีคนออกมาโบกไม้โบกมือให้รายทางโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ คล้ายกับพวกเขารู้สึกสนุกไปด้วย ทุกครั้งที่ พัฟฟิ่ง บิลลี่ ออกเดินทาง เราคิดว่าคนเฒาคนแก่แถวนั้นคงเติบโตมาตั้งแต่มันยังถูกใช้งานหรืออาจจะเคยโดยสารพัฟฟิ่ง บิลลี่ ด้วยซ้ำ วันนี้เมื่อเห็นมันโลดแล่นอีกครั้งคงเป็นเหมือนการเจอเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย เป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ
เมื่อพัฟฟิ่ง บิลลี่พาเราไปถึงยังสถานีปลายทาง รถของทัวร์ก็รอเราอยู่เรียบร้อยแล้ว ออกจากที่นั่นเราก็มุ่งหน้าไปยังแถบ Belgrave ซึ่งมีสภาพแวดล้อมคล้ายชนบทของอังกฤษ มีบ้านเรือนหลังเล็กใหญ่ น่ารักๆ ดูดีแบบ บ้านไร่เรือนรัก เรียงรายสองข้างทาง คิดในใจว่าถ้าได้ค้างคืนในกระท่อมแบบอังกฤษโบราณอย่างนั้นสักคืนคงมีความสุขมากๆ นั่งมองวิวสองข้างทางเพลิืนไปเลย จุดแวะพักสุดท้ายเป็นถนนที่มีร้านขายของที่ระลึคกเต็มไปหมด โดยเฉพาะร้านขายชาและผลิตภัณฑ์เครื่องหอมที่ทำโดยชาวบ้านแถบนั้น เราได้เวลาเดินดูของอยู่ที่นั่นสะัพักใหญ่ จากนั้นก็เดินทางกลับสู่เมืองเมลเบิร์น ถือเป็นอันจบทริปสั้นๆวันนั้น
บางส่วนจาก พัฟฟิ่ง บิลลี่ ทริป
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
9:17 หลังเที่ยง
0
ความคิดเห็น
วันพุธ, ตุลาคม 21, 2009
วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2009
เริ่มต้นที่เมลเบิร์น
จดๆจ้องๆมาเกือบสองสัปดาห์ว่าจะเขียนอะไรจากที่ไปเมลเบิร์น ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียนแต่ว่ามันมีเรื่องและความรู้่สึกอยู่ในหัวเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องไหนก่อนดี อย่างไรก็ตามถ้าไม่ลงมือเริ่มต้นสักตัวอักษร คงจะไม่ได้เขียนสักที และคงเสียดายที่จะให้เรื่องราวระหว่างการเดินทางหายไป เพราะอะไรต้องเป็นเมลเบิร์น ?? ไม่มีอะไรมากเหตุผลมีแค่สองข้อ หนึ่งคือเมืองนี้มีเพื่อนรักอยู่ ได้ไปเยี่ยมเยียนและใช้เวลาร่วมกัน ข้อสองออสเตรเลียไปที่ที่เรายังไม่เคยไป เราไม่มีความคาดหวังอะไรมากนอกจากจะได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทาง สภาพแวดล้อมจริงๆสักช่วงเวลาหนึ่ง
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
10:27 หลังเที่ยง
0
ความคิดเห็น
วันเสาร์, กันยายน 19, 2009
He's just not that into you

"แต่บางครั้งเรามุ่งมั่นแต่จะหาความสุขในตอนท้าย จนลืมเรียนรู้ที่จะอ่านสัญญาณ เพื่อบอกว่าใครคือคนที่ต้องการเราหรือใครไม่ใช่ ใครคือคนที่อยากอยู่และใครอยากไป บางทีตอนจบที่มีความสุขอาจไม่มีผู้ชายที่วิเศษสุด บางทีอาจเป็นคุณ ด้วยตัวเอง บางทีตอนจบที่มีความสุข อาจเป็นการก้าวไปหรือตอนจบที่เป็นสุขอาจเป็นแบบนี้ คือการเข้าใจถึงการไม่โทรกลับ และหัวใจที่แตกสลาย เข้าใจถึงความงุ่มง่ามและการอ่านสัญญาณที่ผิดพลาด เข้าใจถึงความเจ็บปวดและอับอาย"
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
10:34 ก่อนเที่ยง
0
ความคิดเห็น
วันพฤหัสบดี, กันยายน 10, 2009
เพราะรู้สึกมากจนเกินไป ก็เหมือนจะเจ็บปวดมากเกินไปด้วย
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
11:08 หลังเที่ยง
1 ความคิดเห็น
The story
i don't know how to begin
cause the story has been told before
i will sing along i suppose
i guess it's just how it goes
and now those springs in the air
i don't go down anywhere
i guess it's just how it goes
the stories have all been told before
but if you don't try
the light won't hit your eyes
and the moon won't rise
you fall aside
i don't know how it will end
with all those records playin
i guess it's just how it goes
the stories all have been told before
i guess it's just how it goes
the stories all have been told before
i guess it's just how it goes
เขียนโดย
ONLY OBSERVATION
ที่
8:03 หลังเที่ยง
0
ความคิดเห็น


